ตะเคียนทอง
Hopea odorata Roxb.

         ตะเคียนทอง มีชื่อพื้นเมืองต่างๆ ดังนี้ กะกี้ โกกี้ (กระเหรี่ยงแถบเขียงใหม่) จูเค้ โซเก (กระเหรี่ยง จังหวัด
กาญจนบุรี)  ตะเคียน ตะเคียนทอง ตะเคียนใหญ่ (ภาคกลาง)  ไพร (ละว้า จังหวัดเชียงใหม่) และมีชื่อพื้นเมือง
ภาษาอังกฤษว่า Iron wood   ส่วนชื่อ วิทยาศาสตร์ คือ Hopea odorata Roxb.        อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae
มีถิ่นในป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรังทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย   ขึ้นได้ดีในพื้น
ที่ราบหรือค่อนข้างราบใกล้ริมน้ำ เป็นไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นไม้เด่นของป่าดิบชื้น

เรือนยอด หลังใบ

ลักษณะทั่วไป
ตะเคียนทองเป็นไม้ขนาดใหญ่ สูง 20-40 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอด เป็นพุ่มทึบกลมหรือรูปเจดีต่ำๆ เปลือกหนา
สีน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ด กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีน้ำตาลแดง ใบ รูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบ ขนาด 3-6 x
10-14 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้องหนา ปลายใบเรียว โคนใบบนป้านและเบี้ยว หลังใบที่ตุ่มเกลี้ยงๆ อยู่ตามง่าม
แขนงใบ เส้นแขนงใบมี 9-13 คู่ ปลายโค้ง แต่ไม่จรดกัน ดอก เล็ก ออกเป็นช่อยาว สีขาวตามง่ามใบและปลายกิ่ง

ดอกตะเคียนทอง ดอกตะเคียนทอง

กลิ่นหอม ก้านช่อดอก ก้านดอก และกลีบรองกลีบดอกมีขนนุ่ม กลีบดอก และกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ
โคนกลีบเชื่อมติดกัน ผล กลม หรือรูปไข่เกลี้ยง ปลายมน เป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6
เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร ปีกยาว 1 คู่ รูปใบพาย ปลายปีกกว้างค่อนๆเรียวสวนมาทาง โคนปีก เส้นปีกความ
ยาวมี 7 เส้น ปีกสั้นมีความยาวไม่เกิน ความยาวตัวผล ดอกออกระหว่าง เดือนมกราคม ถึง เดือนมีนาคม ดอกจะ
ไม่ออกทุกปี ช่วงดอกออกมากประมาณ 2-3 ปี/ครั้ง และจะแก่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน

tkt5.jpg (11137 bytes) tkt7.jpg (28761 bytes)
การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
ตะเคียนทองมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเซีย แถบประเทศไทย
พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซีย เป็นไม้ในป่าดงดิบมีการ สืบพันธุ์ ตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ กล้าไม้ที่
เจริญเติบโตได้ 1-3 ปี มักจะถูกไฟคลอกตายในระยะหลังจึงสมควรที่จะหาทางนำไปขยายปลูกเป็นสวนป่า โดย
เฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติดั้งเดิมของไม้ตะเคียนทอง

ลักษณะของต้นไม้ก็มีส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งต่อการกระจายพันธุ์ กล่าวคือ ตะเคียนทองเป็นไม้เด่นที่มีลำต้นสูง
ผลจึงถูกลมพัดพาไปได้ไกลๆ ประกอบกับเมล็ดมีการเสื่อมความงอกไว เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
ความชื้นไม่พอ ไม้ที่ให้ร่มเงาในระยะแรกไม่มีเมล็ดจะไม่งอกหรืองอกแล้วตายในที่สุด ไม้ตะเคียนทองนับวัน
จึงลดลงเรื่อยๆ

สวนป่าตะเคียนทอง อายุ 16 ปี วัดโนนสง่าวราราม อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

ตะเคียนทองเป็นไม้ที่ชอบแสง แต่อย่างไรก็ตาม
เมื่อปลูกในสภาพสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมของมันซึ่ง
เปลี่ยนไปแล้วจะต้องมีไม้อภิบาลในระยะแรก
จนกว่าไม้ตั้งตัวได้แล้วจึงปล่อยให้ขึ้นลำพังไม่ได้
ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ธิติและคณะ
(2534) ที่ปลูกไม้ตะเคียนทองร่วมกับไม้กระถิน
ยักษ์ เปรียบเทียบกับปลูกในที่โล่ง พบว่า ระยะ
เวลาหกเดือนแรกหลังจากปลูกการรอดตายจะไม่
แตกต่างกัน เนื่องจากยังมีความชื้นเพียงพอ แต่
หลังจากหนึ่งปีผ่านพ้นไปพบว่า ตะเคียนทองที่
ปลูกระหว่างกระถินยักษ์ 2x2 เมตร จะมีการรอด
ตายสูงสุด และในที่โล่งต่ำสุด การเจริญเติบโต
ก็มีลักษณะในทิศทางเดียวกับการรอดตาย

สภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมกับไม้ตะเคียนทอง ควรมีปริมาณน้ำฝนเกินกว่า 1,500 มิลลิเมตร
ต่อปี ระยะความสูง 130-300 เมตร และเป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำดี
การขยายพันธุ์และการผลิตกล้าเพื่อปลูก
การขยายพันธุ์ตะเคียนทองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ใช้วิธีผลิตกล้าจากการเพาะเมล็ด เมล็ดตะเคียน
ทองจัดเป็นพวกที่สูญเสียความงอกไว
(Recalcitrant seed) ยิ่งกว่านั้นตะเคียนทองจะ
ให้เมล็ด 2-3 ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งก็ให้เมล็ด
ไม่มากเนื่องจากดอกร่วงหล่นเสียก่อนได้รับ
การผสมเกษร (เจษฎา และคณะ 2527) ทั้งนี้
เนื่องจากโรคและแมลง ฉะนั้นการผลิตกล้าไม้
จากเมล็ด จึงมีปัญหาอย่างมากต่อไปคงต้อง
ใช้วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทน

 

กล้าไม้ตะเคียนทอง
กล้าไม้ตะเคียนทองที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเป็นกล้าค้างปี เพราะกล้าจะแกร่งมีการรอดตายสูง
ถ้าใช้กล้าที่เพาะอายุเพียง 3-4 เดือน กล้าจะอ่อนไป ประกอบกับเมื่อนำไปปลูกได้ก็จวนหมดฤดูฝน
แล้ว การรอดตายจึงต่ำเนื่องจากกล้าที่นำมาปลูก ได้เมล็ดราวเดือน มีนาคม-เมษายน นำมาเพาะ
และปลูกได้ราวเดือนสิงหาคม-กันยายน กล้าก็ยังไม่แกร่งพออีกทั้งปลายฤดูฝนแล้วจึงไม่นิยมนำ
ไปปลูกในปีเดียวกัน ที่เพาะเมล็ดโดยมากจะนำไปปลูกในฤดูฝนปีถัดไป

ย้อนกลับไปบนสุด

ที่มา:     คัดลอกมาจาก webpage ของ   กรมป่าไม้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   สำนักงานป่าไม้จังหวัดปัตตานี   กลับหน้าแรก